Neural Stem Cells & Adult Neurogenesis for Thai Youth

เซลล์ต้นกำเนิดประสาทสำหรับเยาวชนไทย

 เซลล์ต้นกำเนิด (stem cells) คือ เซลล์ที่มีคุณสมบัติพิเศษดังต่อไปนี้

  1. เซลล์ต้นกำเนิดเป็นเซลล์ที่ยังไม่มีการพัฒนาไปทำหน้าที่จำเพาะ (undifferentiated cells) สามารถเข้าวัฏจักรเซลล์ (cell cycle) เพื่อแบ่งตัวให้เซลล์ลูก (daughter cells) ได้ไม่จำกัด โดยเมื่อเซลล์ต้นกำเนิดแบ่งตัว (cell division) โดยวิธีไมโตซิสจากเซลล์ต้นกำเนิด (2N) 1 เซลล์ สร้างเซลล์ลูกได้ 2 เซลล์ (2N) จะสร้างเซลล์ต้นกำเนิดอย่างน้อย 1 เซลล์ที่มีคุณสมบัติเหมือนกับเซลล์เริ่มต้นที่ยังคงคุณสมบัติของเซลล์ต้นกำเนิด ดังคุณสมบัติที่เรียกว่า self-renewal
  2. เซลล์ต้นกำเนิดสามารถเจริญพัฒนา (differentiation) ไปเป็นเซลล์กึ่งกลางที่เรียกว่า progenitor cells และในท้ายที่สุดพัฒนาไปเป็นเซลล์ที่จำเพาะได้หลายชนิด (terminal differentiation)  ซึ่งศักยภาพของเซลล์ต้นกำเนิดในการเจริญพัฒนาไปเป็นเซลล์ในขั้นสุดท้าย (potency) อาจจำแนกได้หลายระดับ ดังต่อไปนี้
  • Unipotency สามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์ที่จำเพาะได้เพียงหนึ่งชนิด 
  • Bipotency สามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์ที่จำเพาะได้สองชนิด
  • Oligopotency สามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์ที่จำเพาะได้ 3-4 ชนิด
  • Multipotency สามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์ที่จำเพาะได้หลายชนิด
  • Pluripotency สามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์ที่จำเพาะได้หลายชนิดครบทั้ง 3 ชั้น (endoderm, mesoderm และ ectoderm)
  • Totipotency สามารถเจริญไปเป็นตัวอ่อนทั้งตัวได้

 


 

 

 

 การแบ่งตัวของเซลล์ (cell division) ในเซลล์ต้นกำเนิดอาจเกิดได้ 2 ลักษณะเป็นอย่างน้อย

 

      1.  เซลล์ตั้งต้นแบ่งตัวให้เซลล์ลูกเหมือนกันทั้งสองเซลล์ (Symmetric Cell Division) กรณี b เช่น

      1.1 Non-terminal Symmetric Cell Division

      » เซลล์ต้นกำเนิดประสาท (Neural stem cells; NSC) → เซลล์ต้นกำเนิดประสาท (NSC) + เซลล์ต้นกำเนิดประสาท (NSC)

      » เซลล์ตั้งต้นประสาท (Neural progenitor cells; NPC) → เซลล์ตั้งต้นประสาท  (NPC)+ เซลล์ตั้งต้นประสาท (NPC)

                                 ♦ →  +

        1.2 Terminal Symmetric Cell Division

  • เซลล์ตั้งต้นประสาท (Neural progenitor cells; NPC) → เซลล์ประสาท (neurone) +เซลล์ประสาท 

                              ♦ ♦ + ♦ 

 

 

 

 

 

     2. การแบ่งตัวของเซลล์ที่เซลล์ลูกที่ได้แตกต่างกัน (Asymmetric Cell Division) กรณี a เช่น

  • เซลล์ต้นกำเนิดประสาท (NSC) → เซลล์ต้นประสาท (NSC) + เซลล์ตั้งต้นประสาท (NPC)
  • เซลล์ตั้งต้นประสาท (NPC) → เซลล์ตั้งต้นประสาท + เซลล์ประสาท

                              ♦ → ♦ +


 

 

                            

 

ในกรณีของเซลล์ต้นกำเนิดประสาท (neural stem cells) ซึ่งเป็นเซลล์ต้นกำเนิดของระบบประสาท เซลล์ต้นกำเนิดประสาทสามารถแบ่งตัวสร้างเซลล์ตั้งตันของระบบประสาท (neural progenitor cells) ได้แก่

  • เซลล์ต้นต้นของเซลล์ประสาท (neuronal progenitor cells) ที่เป็นผู้ผลิตเซลล์ประสาท (neurone) และ
  • เซลล์ตั้นต้นของเซลล์เกลีย (glial progenitor cells) ที่เป็นผู้ผลิตเซลล์แอสโทรไซต์ (astrocyte) และเซลล์โอลิโกเดนโดรไซต์ (oligodendrocyte)

โดยทั่วไปเป็นการยากที่จะระบุว่าเซลล์ใดเป็นเซลล์ต้นกำเนิดประสาทหรือเซลล์ตั้งตันของระบบประสาท (neural stem/progenitor cells) จึงมักเรียกกลุ่มเซลล์เกล่านี้เป็นชื่อรวมว่า neural precursor cells

 


 

การเพาะเลี้ยงเซลล์ต้นกำเนิดประสาทในห้องปฏิบัติการอาจแบ่งออกเป็น 2 วิธีหลัก คือ

 

1. Neurosphere culture วิธีนี้เป็นที่นิยมมากในยุคแรกของการศึกษาเซลล์ต้นกำเนิดประสาทเนื่องจากในวารสารวิจัยที่ตีพิมพิ์การค้นพบเซลล์ต้นกำเนิดประสาทใช้วิธีนี้ในการเพาะเลี้ยง หลังจากนั้นมานักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกได้ใช้วิธีนี้ในการวัดจำนวน วัดการเเตบโต วัดการเจริญพัฒนา ในแง่มุมต่างๆ ด้วยเชื่อว่า เซลล์ต้นกำเนิดหนึ่งเซลล์เมื่อนำมาเพาะเลี้ยงด้วยวิธีนี้จะสร้างกลุ่มเซลล์นิวโรสเฟียร์ (neurosphere) ได้หนึ่งอัน ถ้าเกิดนิวโรสเฟียร์ 10 อัน ก็ตีความได้ว่าเกิดมาจากเซลล์ต้นกำเนิดประสาท 10 เซลล์ และถ้าหากขนาดของนิวโรสเฟียร์ใหญ่ก็แสดงว่าเซลล์มีการแบ่งตัวถี่และสร้างเซลล์มากกว่าในนิวโรสเฟียร์ที่มีขนาดเล็กกว่า    

 

แต่อย่างไรก็ตามเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าตำนานการเพาะเลี้ยงเซลล์ต้นกำเนิดประสาทแบบนิวโรสเฟียร์กำลังจะอวสาน เนื่องจากเหตุผลดังต่อไปนี้

  • นอกจากเซลล์ต้นกำเนิดประสาทสามารถสร้างนิวโรสเฟียร์ได้แล้ว เซลล์ชนิดอื่นก็สามารถสร้างได้เช่นกัน
  • ภายในนิวโรสเฟียร์ประกอบไปด้วยเซลล์หลายชนิดซึ่งมีการเจริญพัฒนาแล้ว ดังนั้นไม่ใช่กลุ่มของเซลล์ต้นกำเนิดประสาททั้งหมด
  • เนื่องนิวโรสเฟียร์มีลักษณะก้อนกลมที่มีเซลล์จำนวนมากเกาะกันแน่นทำให้สารอาหารและอากาศไม่สามารถแพร่ผ่านเข้าไปเลี้ยงยังใจกลางได้ จึงพบว่าเซลล์ที่อยู่ตรงกลางนิวโรสเฟียร์ตายแบบเนคโครซีส (necrosis) และอพอบโตซีส (apoptosis) และเกิดการกินแบบฟาร์โกไซโซสด้วยภายในใจกลางของนิวโรสเฟียร์
  • ที่ชั้นภายนอกของนิวโรสเฟียร์พบว่าเซลล์มีใบพัดพิเศษที่ช่วยให้เซลล์เคลื่อนไหวได้ นิวโรสเฟียร์ 2 ก้อนที่อยู่ใกล้กันจึงเกิดการรวมกันเป็นนิวโรสเฟียร์ขนาดใหญ่ขึ้นได้ ดังนั้นการแปรผลที่ว่าเซลล์ต้นกำเนิดหนึ่งเซลล์เมื่อนำมาเพาะเลี้ยงด้วยวิธีนี้จะสร้างกลุ่มเซลล์นิวโรสเฟียร์ได้หนึ่งอัน จึงไม่สามารถใช้ได้

2. Monolayer culture เป็นการเพาะเลี้ยงเซลล์ต้นกำเนิดประสาทในรูปแบบที่นิยมกับเซลล์เพาะเลี้ยงทั่วไปซึ่งเซลล์ต้นกำเนิดประสาทเกาะที่ผิวภาชนะเพาะเลี้ยงซึ่งถูกเคลือบด้วยสารที่เป็นองค์ประกอบใน extracellular matrix เช่น polyornithine, laminin, fibronectin และ poly-d-lysine เป็นต้น

     

 

 การเพาะเลี้ยงด้วยวิธีนี้ทำให้เซลล์ที่ได้มีความบริสุทธิ์สูง กล่าวคือ เซลล์ต้นกำเนิดประสาทยังคงสามารถเติบโต แบ่งตัว ได้เรื่อยๆ มีการเจริญพัฒนาไปเป็นเซลล์อื่นได้น้อยมากหากเลี้ยงในภาวะที่เหมาะสม ซึ่ง Kempermann และคณะสามารถเพาะเลี้ยงเซลล์ต้นกำเนิดประสาทจากเดนเตตไจรัสด้วยวิธีนี้ได้ไม่ต่ำกว่า passage number 60 และเมื่อเก็บเซลล์ต้นกำเนิดประสาทดังกล่าวไว้ในไนโตรเจนเหลวก็สามารถนำกลับมาเพาะเลี้ยงได้อีก หากต้องการเหนี่ยวนำให้สร้างเซลล์ประสาทก็สามารถทำได้โดยการหยุดให้สารเร่งการเติบโต (growth factors) หรือเติมสารบางชนิด เช่น กรดวิตามินเอ หรือ BDNF เป็นต้น ดังนั้นวิธีการเพาะเลี้ยงแบบนี้กำลังได้รับความนิยมเนื่องจากสามารถควบคุมปัจจัยต่างๆ ได้ดีและผลการทดลองที่ได้มีความแม่นยำและน่าเชื่อถือกว่าการเพาะเลี้ยงแบบนิวโรสเฟียร์

 


 

 

เป็นที่ทราบกันดีในปัจจุบันว่ากระบวนการสร้างเซลล์ประสาทในสมองมนุษย์เกิดได้ตลอดชีวิต นับตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา หลังคลอด และเจริญเป็นผู้ใหญ่ แต่อย่างไรก็ตามพบว่าเซลล์ประสาทใหม่มีอัตราการสร้างที่ลดลงเมื่ออายุมากขึ้น โดยทั่วไปการเกิดใหม่ของเซลล์ประสาท (adult neurogenesis) หมายถึงกระบวนการแบ่งตัว (cell proliferation) ของเซลล์ต้นกำเนิดประสาท (neural stem cells) มีการพัฒนาเป็นเซลล์ประสาทที่สมบูรณ์ รวมทั้งมีการเดินทาง (neuronal migration) ไปยังตำแหน่งที่ถูกต้อง สามารถเกิดไซแนปส์และทำงานเชื่อมต่อกับกลุ่มเซลล์ประสาทเดิมได้ วิธีการวัดการเกิดใหม่ของเซลล์ประสาทที่นิยมแต่ไม่ครอบคลุมนิยามดังกล่าว คือ การวัดการแบ่งตัวของเซลล์ประสาทโดยใช้ bromodeoxyuridine (BrdU) ซึ่งเซลล์ที่กำลังแบ่งตัวแบบไมโตซิสจะดึงสารดังกล่าวไปใช้ไปในเซลล์เพื่อสร้างสารพันธุกรรม แล้วนักวิจัยใช้แอนติบอดีต่อ BrdU ในการตรวจจับ

          

 จากภาพด้านซ้ายซึ่งเป็นกลุ่มควบคุมมีปริมาณสาร BrdU มากกว่าภาพทางด้านขวา จึงอาจสรุปได้ว่าเนื้อเยื่อด้านขวามีจำนวนเซลล์ที่กำลังแบ่งตัว (คาดว่าเป็นเซลล์ต้นกำเนิดหรือเซลล์ตั้นต้นประสาท) มากกว่าเนื่อเยื่อในภาพด้านซ้าย

ถึงแม้ว่าการเกิดใหม่ของเซลล์ประสาทในสมองส่วนต่างๆ เป็นที่โต้แย้งในเชิงวิชาการและยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด แต่นักวิทยาศาสตร์เห็นพ้องต้องกันว่าบริเวณที่มีคุณสมบัติในการผลิตเซลล์ประสาทใหม่ (neurogenic regions) ได้แก่ subventricular zone (SVZ) ของโพรงสมองด้านข้าง (lateral ventricles ) และบริเวณ subgranular layer (SGL) ในส่วนเดนเตตไจรัส (gentate gyrus) ของสมองส่วนฮิปโปแคมปัสซึ่งเป็นศูนย์กลางด้านความจำ การเรียนรู้ และความคิดสร้างสรรค์ของของสมองมนุษย์

 

วิถีการส่งสัญญาณ (signaling pathways)

  • Wnt signaling
  • Shh signaling
  • BMP signaling
  • Noggin signaling

สารกระตุ้นการเติบโต (growth factors)

  • bFGF
  • EGF
  • HB-EGF
  • TGF-alpha
  • IGF-I
  • BDNF
  • CNTF
  • VEGF
  • VGF